เครื่องดักฟังในตลาดปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะแยกเป็น 2 ประเภท คือ แบบออนไลน์ และแบบออฟไลน์ โดยการทำงานหลักของเครื่องดักฟังของเครื่องดักฟังแต่ละแบบ มีความแตกต่างกัน ดังนี้
การทำงานของเครื่องดักฟังแบบออนไลน์ จะใช้การส่งข้อมูลการดักฟังในแบบเรียลไทม์ โดยใช้การเชื่อมต่อกับเครือข่าย WIFI เป็นหลัก
ข้อดี
- การทำงานที่ค่อนข้างเสถียร เพราะมีการเชื่อมต่อผ่าน WIFI บ้าน
- ฟังได้จากระยะไกล ผ่านแอปที่เชื่อมต่อได้จากทุกที่
- ดักฟังได้แบบเรียลไทม์
- สามารถบันทึกข้อมูลเสียงลงในเมมการ์ดเพื่อฟังย้อนหลัง
- มีการตั้งค่าแอป เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการจับเสียงได้ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น
ข้อเสีย
- ต้องใช้สัญญาณเน็ตในการใช้งาน
- มีโอกาสถูกตรวจจับสัญญาณได้ง่าย
- มีโอกาสที่ข้อมูลจะถูกแฮก ทั้งจากในระบบ และจากเมมการ์ด

เครื่องดักฟังแบบออฟไลน์ จะเน้นไปที่การบันทึกข้อมูล เพื่อนำมาฟังย้อนหลัง ไม่เน้นไปที่การดักฟังแบบเรียลไทม์ เนื่องจากไม่มีตัวปล่อยสัญญาณให้เชื่อมต่อในรูปแบบเรียลไทม์ได้แบบออนไลน์ และต้องมีการถอดเมมการ์ดที่ใช้ใส่ในอุปกรณ์มาเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ในการเข้าฟังเสียงที่บันทึกไว้
ข้อดี
- ไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณเน็ต ในการใช้งาน ทำให้ติดตั้งได้ทุกที่
- ความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบสัญญาณมีน้อยกว่าแบบออนไลน์
- ไม่ต้องเชื่อมต่อแอป ในการใช้งาน
ข้อเสีย
- ต้องมีการนำเมมการ์ดที่ใช้ใส่ในอุปกรณ์มาเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ในการเข้าฟังเสียงที่บันทึกไว้
- ไม่สามารถใช้งานแบบเรียลไทม์ได้
- ไม่สามารถใช้งานผ่านแอป ได้

อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้งานเครื่องดักฟัง สิ่งที่ควรคำนึงถึง มีดังนี้
- ศึกษาข้อมูล และเปรียบเทียบคุณสมบัติหลายตัวสินค้าก่อนตัดสินใจ
- ทดสอบการใช้งานให้เรียบร้อย ก่อนนำไปใช้งานจริง
- ทำความเข้าใจการใช้งานให้ดึ ก่อนเริ่มใช้งานจริง เพื่อให้เข้าใจตัวสินค้า
- เลือกซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ มีบริการหลังการขาย และมีคลิปวีดีโอสอนการใช้งานอย่างละเอียด
ความเห็นล่าสุด