การทำธุรกิจ ติดต่อสื่อสารเพื่อการร่วมมือ หรือวางแผนก็ดี การเจรจาตกลงด้วยคำพูดเกิดขึ้นตลอดเวลา หากเป็นสถานการณ์ปกติก็คงจะไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องบันทึกทุกคำที่มีการคุยกัน แต่เมื่อไหร่เกิดปัญหาในการร่วมมือ หรือการทำธุรกิจขึ้นมาละก็ ถ้ามีความเข้าใจผิด จุดเห็นต่างที่มาจากการพูดคุยก่อนหน้า ก็คงจะได้ยินประโยคบอกเล่าที่คุ้นหูอย่าง “เขาว่าอย่างนั้น เราตกลงกันว่าอย่างนี้” อย่างแน่นอน และอย่างที่รู้กัน การอ้างแบบปากเปล่าคงไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่หากว่ามี “บันทึกเสียงการพูดคุย” ไว้เป็นหลักฐานละก็ จะช่วยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างมาก

แต่สงสัยไหมว่า การใช้ เครื่องบันทึกเสียง อัดเสียงไว้ตอนคุยกัน การทำแบบนี้เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่ ? และเราควรใช้วิธีไหนในการเก็บ บันทึกเสียงการพูดคุยเหล่านี้ เพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิ์ของตัวเองและไม่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ถอดบทเรียนจากดราม่าธุรกิจเครื่องสำอางล่าสุดที่หลายๆ คนให้ความสนใจ ซึ่งในเคสนี้มีการใช้คลิปเสียงเป็นหลักฐานสำคัญในการชี้แจงความจริง !!!!

การแอบบันทึกเสียงคู่สนทนา “ผิดกฎหมาย” หรือไม่?

อาจตอบได้ว่าจริง ๆ แล้วหากมีการใช้ เครื่องบันทึกเสียง ขณะมีการพูดคุยกันนั้น เป็นดาบสองคม อาจผิดและอาจไม่ผิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาและการนำไปใช้ของผู้บันทึก กฎหมายไทยไม่ได้มีบทบัญญัติที่ระบุว่า “ห้ามบันทึกเสียงการสนทนา” โดยตรง แต่จะพิจารณาจาก 2 ประเด็นหลัก คือ สิทธิความเป็นส่วนตัว กฎหมายเกี่ยวกับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการยอมรับเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล

1. ในมุมของกฎหมาย PDPA และสิทธิส่วนบุคคล:

  • อาจผิด: การใช้ เครื่องบันทึกเสียง สนทนา เสียงการพูดคุยจริง ๆ ก็ถือว่าเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” นะคะ และการบันทึกเสียงผู้อื่นโดยที่เขาไม่ยินยอม ก็ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA ได้
  • ข้อยกเว้น: กฎหมายมีข้อยกเว้นหากการกระทำนั้น “เพื่อปกป้องประโยชน์หรือสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของตน” นี่คือช่องทางที่ทำให้การบันทึกเสียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานยังสามารถทำได้

2. ในมุมของการเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล:

ซึ่งจริง ๆ แล้วทางศาลของไทยเรานั้นมีแนวโน้มที่จะ “รับฟัง” พยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ (เช่น การแอบบันทึกเสียงสนทนา การใช้เครื่องบันทึกเสียงเก็บหลักฐาน) หากหลักฐานนั้นสามารถพิสูจน์ความจริงในประเด็นสำคัญของคดีได้ และเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมมากกว่าผลเสียที่เกิดจากการละเมิดสิทธิ์

เงื่อนไขที่สำคัญ: ผู้บันทึกเสียงต้องเป็นหนึ่งในคู่สนทนา มีส่วนร่วมในการพูดคุยนั้นและบันทึกเสียงเพื่อใช้ปกป้องสิทธิ์ของตนเอง ไม่ใช่บุคคลที่สามที่ไปแอบดักฟังการสนทนาของคนอื่น


จากดราม่าสดๆ ร้อนๆ ในวงการธุรกิจเครื่องสำอางของดาราสาวและหุ้นส่วน ซึ่งการบันทึกเสียงสนทนาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน เสียงสนทนาที่มีการคุยกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ถือได้ว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เมื่อนำมาประกอบกับหลักฐานชิ้นอื่น ๆ ที่เป็นทั้งในรูปแบบของเอกสาร หรือรายการบัญชี ซึ่งหลักฐานเหล่านี้มีบทบาทในการตัดสินทั้งในชั้นศาลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม อีกทั้งยังช่วยในการแสดง ฉะนั้น จริง ๆ แล้วการบันทึกเสียงสนทนาไม่ว่าจะใช้เป็นเครื่องบันทึกเสียง หรือ สมาร์ทโฟนก็ตาม ทั้งนี้จะผิดหรือไม่ผิดอาจจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและบริบทเจตนาของผู้บันทึกนั่นเอง

คลิปเสียงมีน้ำหนัก: ซึ่งจากกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าคลิปเสียงการสนทนา กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมและมีน้ำหนักในการต่อสู้ทางธุรกิจ เพราะมันคือคำพูดที่ออกมาจากปากของคู่สัญญาโดยตรง ยากที่จะปฏิเสธ

เจตนาคือสิ่งสำคัญ: ฝ่ายที่บันทึกเสียงมีเจตนาชัดเจนในการใช้เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ทางการเงินและสิทธิ์ของตนเอง” จากข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเข้าข่ายข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ความเสี่ยงของการเผยแพร่สู่สาธารณะ: จุดที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในเคสนี้ คือ “การนำคลิปเสียงไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย / การเปิดเผยออกสื่อ” แม้จะใช้เพื่อปกป้องตัวเอง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายมีความผิด แม้คลิปเสียงจะใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ แต่การนำไปใช้นอกกระบวนการยุติธรรมอาจสร้างปัญหาทางกฎหมายอีกกระทงหนึ่งตามมา


บันทึกเสียงอย่างไรให้ถูกกฎหมายและปลอดภัย

หากจำเป็นต้องบันทึกเสียงการเจรจาทางธุรกิจจริง ๆ ควรทำตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อลดความเสี่ยง

แจ้งเพื่อทราบและขออนุญาต

ก่อนเริ่มการสนทนา ให้แจ้งคู่สนทนาอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา ว่าจะมีการบันทึกเสียงเกิดขึ้น ด้วยว่าเพื่อป้องกันความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อน และเพื่อเก็บรายละเอียดข้อตกลงของเราให้ครบถ้วน วิธีนี้ไม่เพียงแต่โปร่งใสและถูกกฎหมาย 100% แต่ยังแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และทำให้ข้อตกลงนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้นทันที

วิธีสำหรับป้องกันตัว (เมื่อไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้):

1.เราต้องเป็นคู่สนทนาเท่านั้น: ห้ามแอบอัดเสียงบทสนทนาของคนอื่นที่คุณไม่ได้มีส่วนร่วมเด็ดขาด

2.ระบุเจตนาที่ชัดเจน: การบันทึกต้องทำไปเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง เช่น เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด การตกหล่น

3.ห้ามนำไปเผยแพร่เด็ดขาด: เก็บไฟล์เสียงไว้เป็นหลักฐานส่วนตัวเพื่อใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย หากมีเหตุควรส่งให้ทนายหรือยื่นต่อศาล, เท่านั้น การโพสต์ลงโซเชียลมีเดียคือการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อคดีหมิ่นประมาทอย่างยิ่ง

4.รักษาต้นฉบับ: ห้ามตัดต่อ ดัดแปลง หรือแก้ไขไฟล์เสียงโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของหลักฐานลดลงทันที


การบันทึกเสียงการสนทนาทางธุรกิจ ไม่ว่าจะด้วยมือถือ เครื่องบันทึกเสียง การเก็บบันทึกเสียงเหล่านี้ ถือเป็นเครื่องมือที่ดี แต่ก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง แม้มันจะสามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าหลักฐานที่ดีที่สุดและมีผลผูกพันทางกฎหมายชัดเจนที่สุด ไม่ใช่คลิปเสียง แต่คือ “สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร” ที่ระบุข้อตกลงทุกอย่างไว้อย่างครบถ้วนและลงนามโดยทุกฝ่าย ดังนั้น หลังการเจรจาด้วยวาจา ควรมีการทำบันทึกข้อตกลง หรือร่างสัญญาเสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกธุรกิจ