ในปัจจุบัน อุปกรร์ดักฟัง เป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดาย มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายเหมาะสมกับทุกรูปแบบการใช้งาน ในราคาที่จับต้องได้ หรือแม้แต่การใช้ Application เป็นตัวช่วยในการดักฟังก็มี ดังนั้นจึงมีคำถามตามมาว่า “การดักฟังเสียงนั้นผิดกฎหมายหรือไม่” หรือการบันทึกเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถทำได้หรือไม่ และมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ สามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้เลยค่ะ

การดักฟังหมายถึงอะไร
การดักฟังจะหมายถึง การกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อการเข้าถึง การบันทึก หรือการใช้ประโยชน์จากช่องทางสื่อสารในรูปแบบเสียงสนทนาทุกช่องทาง โดยเจ้าของข้อมูลไม่ได้มีการยินยอมหรือไม่ได้รับทราบ จะถือได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มีการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับในส่วนของกฎหมายดักฟังที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกลางที่ครอบคลุม แต่อย่างไรก็ตาม จะมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังตัวอย่างตอนนี้
– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตราที่ 77 ที่กล่าว ถึงการตรวจกัก การเปิดเผย หรือการร่วมรู้ข่าวสารและการสื่อสาร จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามกฎบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสุรธรรมอันดีของประชาชน
– ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่องการห้ามดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใด ประกาศฉบับนี้เป็นกฎหมายห้ามที่สำคัญ ที่ห้ามให้บุคคลใดใช้ประโยชน์หรือเปิดเผยข้อมูล แล้วข้อความที่ติดต่อ ทางเครื่องมือสื่อสารทุกประเภท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
– ประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 322 323 และ 324 สามารถนำมาปรับใช้กับการกระทำที่เป็นความผิดต่อเสรีภาพ ความลับ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
– พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ 2562 จะมุ่งเน้นที่การคุ้มครองข้อมูล การรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะรวมถึงการดักฟังและนำข้อมูลไปใช้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความอ่อนไหว
– พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ 2547 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ 2556 เป็นกฎหมายการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงาน ในการดักฟังอุปกรณ์สื่อสารทุกประเภท เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนคดี
– พ.ร.บ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ 2550 เกี่ยวกับการให้อำนาจเจ้าพนักงานในการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์และข้อมูลการสื่อสาร เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนคดี
– พรบ. รักษาความมั่นคงในพระราชอาณาจักร พ.ศ 2551 เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการรักษาความมั่นคง รวมถึงการจำกัดสิทธิหรือการมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล โดยเป็นไปตามหลักกฎหมายที่กำหนด

จากตัวอย่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดักฟังในประเทศไทย สามารถสรุปใจความสำคัญได้คือโดยทั่วไปการดักฟัง จะต้องอยู่ในหลักการที่เข้มงวดตามตัวบทกฎหมาย โดยจะต้องมีความจำเป็น ในการดักฟังเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และการได้สัดส่วน คือต้องขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ รวมถึงผลกระทบของสิทธิเสรีภาพของบุคคล แล้วต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อดีและประโยชน์ของการดักฟัง
– ป้องกันและปราบปรามการเกิดอาชญากรรม การดักฟังสามารถตรวจสอบการสื่อสารของผู้กระทำผิด ทำให้สามารถทราบถึงแผนการและเข้ายับยั้งได้ทันท่วงที
– การรวบรวมพยานและหลักฐาน สามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากการดักฟัง เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด
– การแกะรอยโชว์เขาอาชญากรรม สามารถแกะลายเครือข่ายที่ซับซ้อนและระบุกลุ่มผู้กระทำผิดได้จากการตรวจสอบการสื่อสาร
– ป้องกันการก่อการร้าย สามารถตรวจจับและป้องกันแผนร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
– ข่าวกรอง มีความสำคัญในการประเมินภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศชาติ
– การต่อต้านจารกรรม ใช้ตรวจจับแล้วตอบโต้การจารกรรมข้อมูล หรือความลับของประเทศ
– เหตุฉุกเฉินเช่นการช่วยเหลือตัวประกัน สามารถดัดแปลงการสื่อสารของผู้ร้ายเพื่อเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ข้อเสียของการดักฟัง
– ละเมิดความเป็นส่วนตัว ถือเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนตัวขั้นพื้นฐาน เพราะบางครั้งอาจเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน
– ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล อาจเกิดความเสียหายทั้งกับชื่อ การงาน การเงิน หรือแม้แต่ความปลอดภัย
– สร้างความวิตกกังวล อาจทำให้เกิดความหวาดระแวงตื่นตระหนกว่าจะถูกลอบดักฟังตลอดเวลา
– นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด อาจนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์และทำให้เกิดการเสียทรัพย์สินหรืออื่นๆ
– ไม่ได้รับการตรวจสอบ อาจจะนำข้อมูลไปใช้งานในส่วนที่นอกเหนือจากกฎหมายกำหนด และเกิดการใช้อำนาจโดยพละการ
– ข้อมูลไม่แม่นยำ การรับข้อมูลได้เพียงส่วนหนึ่งอาจทำให้เกิดการตีความผิดพลาดของข้อมูล และอาจตัดสินใจผิดพลาด
– สร้างความเสียหายแก่บุคคล หากไม่ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ และข้อมูลผิดพลาด อาจส่งผลให้มีผู้เสียหายที่ไม่ได้กระทำความผิดเกิดขึ้น
– มีค่าใช้จ่ายสูง เทคโนโลยีขั้นสูงที่ซับซ้อนของการดักฟังอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงตามมา
– ปริมาณการจัดเก็บ เนื่องจากต้องวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวอาจทำให้มีการใช้มือที่ในการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก
โทษของการดักฟังผิดกฎหมาย
– ในทางประมวลกฎหมายอาญา ผู้ที่ดักฟัง หรือเปิดเผยข้อมูลสื่อสารของผู้อื่น อาจจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท
– ตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ การเข้าถึงอุปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
– ตามกฎหมาย PDPA การเก็บการใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลเสียงโดยไม่แจ้งเจ้าของข้อมูล อาจถูกปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท
แนวปฏิบัติสำหรับบุคคลและองค์กร
1.การขอความยินยอม หากต้องการอัดเสียงหรือดักฟัง ต้องมีการแจ้งให้คู่สนทนาทราบ ว่าสายนี้อาจมีการบันทึกเสียง
2.จัดทำนโยบายเก็บเสียง ให้ระบุนโยบายเกี่ยวกับการจัดเก็บและการทำลายข้อมูล เพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมาย
3.ไม่เผยแพร่เสียงบันทึกโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหากมีการเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจจะนำมาซึ่งการถูกฟ้องร้องได้
4.เก็บหลักฐานของการยินยอม เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกกล่าวอ้างภายหลังว่ามีการนำเสียงบันทึกไปใช้งานในทางไม่ถูกต้องและไม่ได้รับอนุญาต
องค์ประกอบของกฎหมายดักฟังที่ดี
เพื่อให้การดักฟังมีรูปแบบที่สมดุลกันระหว่างการรักษาความมั่นคงในประเทศ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และการคุ้มครองและรักษาสิทธิส่วนบุคคล จึงควรจะมีองค์ประกอบตามนี้
1.มีความจำเป็นและความได้สัดส่วน คือมีการดักฟังแค่เท่าที่จำเป็น ต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อไม่มีวิธีใดจะทำได้แล้วจริงๆ และต้องทำให้มีผลกระทบกับสิทธิส่วนบุคคลน้อยที่สุด
2.การได้รับอนุญาตจากศาล ต้องได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น ไม่ใช่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หรือมีการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง เพราะต้องให้ศาลพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความจำเป็น แล้วความร้ายแรงของคดี เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ
3.การกำหนดความชัดเจนของความผิด คุณมีการระบุประเภทของอาชญากรรม ที่สามารถใช้มาตรการดักฟังไว้อย่างชัดเจน ป้องกันการนำไปใช้ในคดีเล็กน้อยที่ไม่สมควรแก่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
4.ระยะเวลาภายใต้เงื่อนไข การถูกดักฟังคงมีการจำกัดระยะเวลา รหัสจำเป็นต้องขยายระยะเวลาควรมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาต่อไป
5.การคุ้มครองและการทำลายข้อมูล คนเก็บข้อมูลการดักฟังเอาไว้ในที่ปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการรั่วไหล แล้ะมีกำหนดชัดเจนในการทำลายข้อมูลเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
6.มีการแจ้งให้บุคคลทราบภายหลัง คงมีการแจ้งให้ผู้ถูกดักฟัง เพื่อให้พวกเขาใช้สิทธิ์โต้แย้งหรือเรียกร้องความเสียหาย หากพบว่าการดักฟังเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
7.มีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการละเมิด มีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่หรือบุคคล ที่จะทำการดักฟังโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมไปถึงการรับโทษทางอาญาและวินัย เพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน
กฎหมายการดักฟังถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน จำเป็นต้องใช้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย ซึ่งอาจเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นระดับประเทศ เช่นปัญหาความมั่นคงของชาติ หรือปัญหายาเสพติด
โดยในสถานการณ์ประเทศไทยที่มีกระบวนการกฎหมายที่มีความกระจัดกระจาย และขาดความครอบคลุม จึงเกิดช่องว่างและปัญหาในการบังคับใช้ ดังนั้นแล้วการพัฒนากฎหมายดักฟัง ให้เป็นกฎหมายที่ชัดเจนและรัดกุม มีความถ่วงดุลและให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลพื้นฐาน ภายใต้พระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสมดุลที่ดีระหว่างความปลอดภัยของบ้านเมือง และเสรีภาพของพลเมือง
ความเห็นล่าสุด